🏝 รีวิวละเอียด เที่ยวมัลดีฟส์ 6 วัน 5 คืน แบบเต็ม ๆ บินเช้ากลับดึก นอนเกาะหรู 4 – 5 ⭐️ สำหรับคนไปเอง

ก่อนอื่นเลยจะเล่าว่ามีช่วงนึงเกิดความรู้สึกว่า เครียดจากการใช้ชีวิตแบบวนลูปเดิม ๆ ทำงาน กลับห้อง คือเครียดกับงานอะแหละง่าย ๆ เผอิญว่าวันนึงเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันนานนัดไปกินชาบู ก็ทำให้นึกถึงตอนที่ไปเที่ยวทะเลด้วยกัน ซึ่งเป็นระยะเวลานานมากแล้ว สมัยก่อนทำงานนู้น เลยตระหนักขึ้นได้ว่า เออ นี่เราไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนมานานแล้ว นอกจากไปนั่งคาเฟ่ในวันหยุด ไปเที่ยวกับแฟนใกล้ ๆ กรุงเทพฯ
คืนนั้นเลยเปิดหาข้อมูลเสิจว่า #ทะเลน่าไป แล้วก็เจอมัลดีฟส์ขึ้นมา พร้อมราคา เออว่ะ เราพอเก็บตังค์ไปได้อยู่นะ ได้ยินมาว่า อีกไม่เกิน 50 ปี มัลดีฟส์อาจจะจมหายไปในที่สุด มีเวลา มีโอกาส ยังแข็งแรงอยู่ก็ควรไปดีกว่าเนอะ แล้วคืนนั้นก็เลยทำการหาข้อมูลมันทุกอย่าง คลิปรีวิว ทั้งของไทย ของต่างประเทศ
ผลปรากฎว่ามันทำให้เรารู้สึก ว้าวมาก มัลดีฟส์ที่เขาพูดกันมันเป็นแบบนี้เองหรอ จากคนที่ไม่เคยสนใจเรื่องเที่ยว วัน ๆ สนใจแต่เกม และการทำงาน ส่วนตัวเป็นคนกลัวการเดินทางทุกรูปแบบ วันนั้นใช้เวลาตั้งแต่ ตี 2 จนถึง 7 โมงเช้าแหนะหาข้อมูลเกี่ยวกับมัลดีฟส์จนตาค้าง
ประมาณใกล้ 7 โมงเช้าของวันนั้น….
“มินดี้ มีอะไรจะคุยด้วย..” พูดด้วยหน้าตาตึงเครียด กับมินดี้ที่สะลึมสะลือเพิ่งตื่นจากที่นอน
“คะ?…..” มินดี้ตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ
“ไปมัลดีฟส์กัน”
“…อื้อ ไปสิ”
- เริ่มต้นแพลนเที่ยว
เราแพลนที่จะไปเที่ยวเกาะเมืองของมัลดีฟส์กันก่อน โดยเริ่มจาก Hulhumale ในคืนแรก และ Male City ในคืนที่ 2 โดยส่วนตัวคิดว่า อยากลองทัวร์ Local ดูบ้าง ตะลุยตามร้านคาเฟ่ หรือ ร้านอาหารข้างทางว่างั้นแหละ เพราะยังไงก็ต้องไปอยู่สบาย ๆ ที่เกาะอยู่แล้ว ใช้แรงเที่ยวเดินเท้าซะ 2 วันก็ดีนะ จากนั้น เราจะนั่งเรือสปีดโบ้ทข้ามไปเกาะหรู นอนที่พักกลางน้ำกัน 3 คืน
ด้วยความที่ประเทศมัลดีฟส์มีเกาะเยอะมากกกกก การหารีสอร์ทที่ใช่ และตรงกับความต้องการของเราในส่วนนี้ เราใช้เวลาหากันเป็นเดือน คำแนะนำสำหรับคนที่จะไป คือให้ลิสต์ความต้องการของตัวเองไว้ก่อน ว่าอยากได้ประมาณไหน งบประมาณเท่าไหร่ ฯลฯ
การเดินทางไปยังเกาะมีอยู่ 2 แบบก็คือ Sea Plane กับ Speed Boat ถ้าเซฟงบหน่อยก็คงต้องเลือกไปที่เกาะที่เดินทางด้วย Speed Boat จะอยู่ที่ราว ๆ 100$ + ต่อคน ไป – กลับ บางเกาะต้องเดินทางด้วย Sea Plane เท่านั้น
Day 1 – Hulhumale
เราเดินทางไปกับสายการบินของแอร์เอเชีย ไป-กลับราคาอยู่ที่ 6,380 บาท ไม่รวมน้ำหนักกระเป๋า และอาหารบนเครื่องบิน แต่ตอนหลังมาเพิ่มน้ำหนักกระเป๋าเอาวันไป เนื่องจากไปกันหลายวันเลยเสื้อผ้า ข้าวของเตรียมกันไปเยอะ แต่ถ้าเดินทางกันไม่กี่วันก็อาจจะไม่ต้องเสียเงินซื้อตรงนี้เพิ่ม
ต้องบอกว่าบินของแอร์เอเชียได้เวลาค่อนข้างดีเพราะไฟล์ทไปบินเช้า 9 โมง ส่วนไฟล์ทกลับบิน 2 ทุ่ม






ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงก็ไปถึงสนามบินมาเล่ เดินออกมาจะมีพนักงานจากโรงแรมมาถือป้ายรอรับเราอยู่ ฉะนั้นก่อนวันเดินทางอย่าลืมแจ้งคอนเฟิร์มเวลากับไฟล์ทบินของเราให้กับทางโรงแรมทราบก่อนล่วงหน้าด้วยนะ
อีกอย่างที่ควรทำคือ อย่าลืมดาวน์โหลด maps แบบ offline ไว้ในโทรศัพท์ก่อนเผื่อเหตุฉุกเฉิน เราไปเราเตรียมซิมสำหรับเล่นเน็ตกับ Pocket Wifi ไป ให้พนักงานกดสมัครให้หน้าตู้ที่สนามบินเลย แต่พอไปถึงกลับใช้ไม่ได้ซะงั้น ยังดีที่ทางเครือข่ายยินดีคืนเงินให้ ทั้งทริปนี้เราเลยไม่ได้ใช้เน็ตเลย แต่ถามว่าจำเป็นมั้ย เรามองว่าไม่จำเป็นเพราะก่อนมาเตรียมโหลดแมพกันมาแล้ว ใช้แต่เน็ตที่โรงแรมกับร้านอาหาร โดยเฉพาะตอนไปเกาะนี่ก็แทบจะมีสัญญาณไวไฟเกือบทุกพื้นที่อยู่แล้ว แต่ถ้าใครขาดเน็ตไม่ได้จริง ๆ ชีวิตต้องติดโซเชียล ที่สนามบินมัลดีฟส์มีร้านขายซิมสำหรับใช้ที่มัลดีฟส์อยู่ ถ้าไม่รู้ว่าตรงไหน ที่ไหน ถามคนมารับเราเลย เขายินดีจะพาเดินไปซื้อแน่นอน


ระหว่างรอรถของโรงแรมมาถึง เราเตะตาไปที่ท่าเรือ น้ำใสมากกกกกกก ฟ้าเวอร์ ฟ้าจ๊นนน ฟ้าเหมือนคนเอาสีมาใส่
เราเลือกที่จะมาที่นี่ก่อนเพราะว่าอยากจะลองเที่ยวชมเมือง อยากลองกินอาหารแบบพื้นเมือง ชมความเป็นอยู่ของผู้คนบนเกาะ ชมวัฒนธรรม บรรยากาศ สถานที่ ที่แตกต่างไปจากบ้านเรา
Hulhumale เป็นเมืองเล็ก ๆ ผู้คน รถราไม่วุ่นวาย คนที่นี่แม้หน้าตาจะดูหน้ากลัว แต่ผู้คนเป็นมิตร ใจดีมาก



เมืองนี้จะออกแนวติดทะเลหน่อย ๆ แม้จะยังไม่ได้ข้ามเกาะแต่น้ำทะเลก็ใสมาก ทรายขาวละเอียด แม้แต่ปู สีก็ยังขาวกลืนไปกับทรายเลย


ที่นี่มีคาเฟ่และร้านอาหารน่าสนใจหลายแห่งอยู่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ โรงแรมจะติดทะเล เมืองนี้จะมีแบ่งส่วนที่ก่อสร้างอยู่ กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา เดินในตัวเมืองก็จะเห็นพื้นที่ก่อสร้างอยู่เกือบจะตลอดทุกซอกซอย

เป็นเมืองที่มีแมวเยอะมากกกก ไม่เจอหมาเลยสักตัว แปลกแต่จริง!


ส่วนโรงแรมที่เราเลือกพักในคืนนี้ก็คือ Hotel Lonuveli

โรงแรมที่นี่เป็นโรงแรมเล็ก ๆ เป็นตึก 4 ชั้น ห้องที่เราเลือกพักเป็นห้อง Honeymoon Seaview จะอยู่ชั้นบนสุด ที่นี่ไม่มีลิฟต์ ห้องพักกว้างพอประมาณ ห้องน้ำกว้างมีอ่างอาบน้ำ นอกชานเห็นทะเล แต่งงหน่อย ๆ ที่หน้าห้องไม่มีไฟ จะมีก็แต่ตรงทางเดิน เดินเข้าห้องมาตอนแรกตกใจกลิ่นนิดนึง เพราะมีกลิ่นฮึบ เข้าจมูกมาเลย
แถว ๆ นี้ ก็จะมีโรงแรมคล้าย ๆ แบบนี้อยู่ติด ๆ กันหมด
ข้อดีของที่นี่คือการบริการ ห้องกว้าง และหน้าต่างเห็นวิวทะเล



เดินถัดจากโรงแรมที่เราเข้าพักไปประมาณ 2 ช่วงตึกก็จะมีร้านอาหารชื่อ Shell Beans อาหารอร่อยดี เราหารีวิวจากในเน็ตมาแล้ว เขาว่าร้านนี้ดี เราสั่งกันมาคนละอย่าง คือให้เยอะมากกกก กินกันจุกเลย มื้อนี้กินกันหมดไป $21.70



เราใช้เวลาช่วงบ่ายแก่ ๆ ไปเดินรอบเมืองเพื่อหาร้านกาแฟกัน แต่ปรากฎว่าไม่มีร้านไหนเปิดเนื่องจากยังอยู่ในช่วงที่เขาทำพิธีรอมฎอนกันอยู่ จนกระทั่งไปเจอร้านนึงอยู่ตรงหัวมุมถนนชื่อร้าน Lui Buin เป็นร้านสีส้ม ๆ เรากับแฟนเข้าไปสั่งน้ำกันคนละแก้ว เราสั่งแอปเปิ้ล ส่วนแฟนช็อคโกแลตปั่นใส่วิปครีม น้ำแอปเปิ้ลรสชาติแย่มาก ช็อคโกแลตปั่น ใส่มาในแก้วพลาสติกบาง ๆ ธรรมดา ๆ แต่รสชาติอร่อยมาก น้ำ 2 แก้วนี้ราคา 105MVR หรือประมาณ $7
ไม่ได้ถ่ายรูปหน้าร้านไว้ เพราะตอนเราเข้าไปนั่งสักพัก พนักงานร้านก็ขอเชิญเราออกจากร้านไปอย่างสุภาพ เขาก็พยายามจะอธิบายเหตุผลให้เราฟัง พอเราบอก ไม่รู้ว่า Ramadun คืออะไร เขาก็เกาหัว ไม่รู้จะอธิบายยังไง เอาเป็นว่า ร้านค้าไม่ควรเปิด เขาเลยไม่อยากให้เรานั่งอยู่ในร้าน เราก็งง ๆ เดินกันออกมาเพราะตอนนั้นไม่เข้าใจว่า Ramadun คืออะไร เราเลยได้แต่เดินเที่ยวชมบรรยากาศรอบเมืองไปแทน เดินกันจนเมื่อยเลย
Ramadun หรือ รอมฎอน คือ เดือนบวช หรือเดือนที่ชาวอิสลามถือศีลอดกัน



ในส่วนของอาหารเย็น เรามีแพลนอยู่ก่อนจะไปแล้วก็ลืมกันไปเลย จนใกล้มืดแล้วเดินมาเห็นร้านถึงเพิ่งนึกออก ว่าจะมาดินเนอร์ร้านนี้ แต่สุดท้ายด้วยความเหนื่อยจากการเดินเล่นกันทั้งวันเราเลยตัดสินใจกินอาหารกันที่โรงแรมแทน เป็นบุฟเฟ่ต์อาหารเย็น ราคาคนละ $10 อาหารพื้นเมืองของชาวมัลดีฟส์
มื้อเช้ามีให้ฟรีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราจะต้องเสียเพิ่มคือ Green Tax คนละ $3 ต่อคืน ตอนจองให้เราดูรายละเอียดในส่วนของราคาด้วย เพราะว่าบางที่ก็จะรวมค่า Green Tax อยู่แล้ว แต่บางที่ก็จะไม่รวมก็ต้องมาจ่ายที่ที่พัก จากนั้นเราก็ Check-out ออกประมาณ 11 โมงเพื่อเตรียมตัวไปมาเล่ต่อ


Day 2 – Male (Capital of Maldives)
เรานั่งรถแท็กซี่เข้าไปตัวเมืองมาเล่ โดยทางโรงแรม Sala Boutique Hotel & Thai Resto จะออกค่าเดินทางตรงนี้ให้จำนวน 100MVR แต่! ต้องคุยตกลงกับทางโรงแรมก่อน เพราะโดยปกติเขาไม่มีนโยบายที่จะจ่ายค่าโดยสารให้เนื่องจากเขามีรถรับจากสนามบินให้ฟรีอยู่แล้ว แต่เราไปอยู่ Hulhumale ก่อนคืนแรก เลยต้องเดินทางมาจากเกาะ Hulhumale ซึ่งเราก็อีเมล์คุยกันก่อนจะเดินทางมา เขาจึงยินดีที่จะจ่ายเงินค่าแท็กซี่ให้
ตอนเราเดินทางมาถึงเราต้องจ่ายค่าแท็กซี่ไปก่อน 100MVR ซึ่งเราไม่มีเงินรูฟีย่าห์ติดตัวกันเลย 100MVR = ประมาณ $7 แต่ตอนจ่ายเราไม่มีเศษแบงค์พอเลยจ่ายเป็นแบงค์ $10 ไป ตรงนี้แหละที่ทำให้เรารู้ว่าเราควรแลกเงินรูฟีย่าห์ติดตัวมาเผื่อด้วย เพราะถ้าเราซื้อของในร้านโลคอล หรือจ่ายค่าโดยสาร เขาจะลำบากคิด ลำบากทอนเงินมาก เราเลยกลายเป็นจ่ายค่าเดินทางแพงกว่าปกติ
พอเข้าไปในโรงแรมเราก็คุยกับพนักงาน Reception ที่นี่เขาจึงแนะนำว่า คุณควรจะแลกรูฟีย่าห์มาเผื่อนะ เพราะเงินดอลลาร์มันใหญ่กว่า เวลาซื้อของในเมืองจ่ายเป็นรูฟีย่าห์จะถูกกว่า ถ้าต้องการแลกทางโรงแรมก็สามารถจัดการให้ได้
เราเลยคุยกับทางโรงแรมเรื่องของเงิน 100MVR ที่เขาเสนอจะให้เราในตอนแรก ซึ่งพนักงานก็งงและบอกกับเราว่า ทางโรงแรมไม่มีนโยบายนี้นะ ตามที่เราบอกไว้ข้างบน เราเลยขอใช้เน็ตเปิดข้อความให้เขาดูว่านี่ไง ที่เขาบอกยินดีจะให้ 100MVR กับเรา เขาเลยบอกกับเราว่า อ๋อ คนที่คุณคุยด้วยนั่นเขาเป็น CEO ของที่นี่ และเขายังเดินทางมาไม่ถึง เขาก็เลยพาเราขึ้นไปที่ห้องพักกันก่อน
Sala Boutique Hotel หนึ่งในที่พักกลางกรุงมาเล่ที่คิดว่าดีที่สุด โรงแรมสไตล์ไทย เดินเข้าห้องพัก ต้องบอกว่ากลิ่นดีมาก เหมือนอยู่ในสปา ห้องน้ำสะอาดสะอ้าน ไม่กว้างแต่แบ่งสัดส่วนได้ค่อนข้างดี (เราเน้นห้องน้ำเป็นหลัก 5555)
ขณะที่เรากำลังเดินสำรวจห้องกันอยู่คุณ Thomas ก็มาเคาะประตูห้อง พอเราเปิดประตูปุ๊บ เขาก็ยื่นเงิน 100MVR ให้เราทันที เราคุยกันสักพักคุณ Thomas ก็แนะนำให้เราไปลองกินอาหารไทยที่ห้องอาหารของที่นี่ เขารับประกันว่าอาหารไทยของที่นี่ ดีกว่าอาหารไทยที่ประเทศไทยเสียอีก เพราะวัตถุดิบและ 3 แม่ครัวของที่นี่ส่งตรงจากเมืองไทยมาเลย
พอเราพักผ่อนกันไปสักพัก เราก็เตรียมตัวออกไปหาร้านกาแฟกัน เช่นเคย ร้านกาแฟไม่เปิดกัน บางร้านเปิด แต่ไม่ขาย เสียดายมากอุตส่าห์หารีวิวร้าน ฉะนั้นถ้าหากจะมาเที่ยว นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องหาข้อมูลไว้ก่อนว่าเขามีพิธีรอมฎอนกันเดือนไหน






จะเดินหาร้านกาแฟ กลายเป็นได้เดินเที่ยวรอบเมืองกันไปพลาง ๆ


ตั้งใจจะมาร้าน 2 ร้านนี้ แต่ไม่เปิดกันเลย วันนี้แดดแรงด้วย
เดินไปสักพักเจอคุณลุงคนนึง เดินเข้ามาบอก “หาร้านข้าวหรอ วันนี้เขาไม่เปิดกันหรอก เขารอมฎอนกันอยู่เลย จะเปิดก็เย็น ๆ โน้น ถ้าอยากกินกาแฟมานี่สิ เขามีที่แนะนำจะพาไป”
ที่ที่คุณลุงบอกมันอยู่บนตึก เราก็พยายามปลีกตัวกันออกมา ไม่แน่ใจว่าเขาจะมาดีหรือไม่ดี แต่ยังไงขอเลือกความปลอดภัยของตัวเองไว้ก่อน ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ไม่น่าจะมีอะไรหรอก
หลังจากเดินวนกันไปมา ไปร้านที่เล็ง ๆ ไว้ก็ไม่เปิด ชักจะเริ่มหิวแล้วก็เลยตัดสินใจกลับไปทานข้าวกันที่โรงแรมแทน ราคาอาหารมื้อนี้หมดไป $35 แต่ต้องบอกว่า รสชาติอาหารดีมาก ดีกว่าที่ไทยจริง ๆ กะเพราไก่คือกะเพราที่มันควรจะเป็น กะเพรามันต้องรสชาติแบบนี้!!!!!!



หลังจากกินข้าวกลางวันกันเสร็จเราก็เลยขึ้นไปนอนพักกันสักหน่อย รอเย็น ๆ จะออกไปหาของกินกัน เราเดินไปตามแมพใกล้ ๆ กับโรงแรมจะมีร้านสะดวกซื้ออยู่ก็เข้าไปซื้อขนมกัน แล้วตัดสินใจลองเดินไปดูร้านพิซซ่าชื่อดังของที่นี่ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเช่นกัน
โชคดีที่ไปถึงร้านพิซซ่า ร้านเปิดแล้วแต่ก็ไม่สามารถนั่งที่ร้านได้เหมือนเดิม เขายังอยู่ในช่วงถือศีลอดกันอยู่ จะนั่งกินที่ร้านได้ต้องหลังตะวันลับฟ้าไปแล้ว เราก็เลยซื้อกลับไปกินที่โรงแรมกัน




ซื้อขนมไปนิดหน่อย ราคา 40MVR ส่วนค่าพิซซ่า 135MVR แถมฟรีโค้ก 1 ขวดด้วย แต่อีก เรามีเงินรูฟีย่าห์ติดตัวกันไม่พอ ขาดไป 1MVR พนักงานเห็นเราล้วงกระเป๋ากันหาเศษไม่ได้เขาเลยบอก “It’s ok” ใจดีมากเลย เราเลยซื้อพิซซ่าไปในราคา 134MVR
ระหว่างนั่งรอเห็นคนส่งพิซซ่าหอบพิซซ่าออกไปส่งยกไปที 5 6 กล่อง กล่องที่วางรออยู่ในร้านอีกเป็นตั้ง ๆ แสดงว่าขายดีมาก และผลสรุปคือ รสชาติอร่อยมากสมคำร่ำรือ
และเมื่อกลับมาถึงที่พัก เราปรึกษากันเรื่องการเดินทางไปเกาะ เพราะไม่รู้ว่า เขาจะมารับ หรือ เราต้องเดินทางไปที่ไหนยังไง ในเมลแจ้งเอาไว้ว่าจะติดต่อกับทาง Sala เอง ซึ่งจริง ๆ อาจจะไม่ได้ติดต่อ เราเลยปรึกษาคุณ Thomas ให้ติดต่อหาเกาะ Meeru ให้หน่อย แน่นอนเขาจัดการให้เสร็จสับ หลังจากเล่าเรื่องให้เขาฟังไป เขาก็โทรไปคุยเรียบร้อย
Day 3 4 5 6 – Meeru island resort
วันแรกของการไปเกาะรีสอร์ท
เวลา 7:30 คุณ Thomas โทรมาปลุกด้วยตัวเอง แจ้งว่าให้ไปทานข้าว เดี๋ยวจะไปส่งที่ท่าเรือ ไอ้เราก็งง ๆ เพราะเพิ่งตื่น ก็เลยรีบปลุกแฟน พากันอาบน้ำ ลากกระเป๋ากันลงไป โชคดีที่เตรียมเก็บกระเป๋ากันไว้แล้วตั้งแต่เมื่อคืน
อาหารเช้าน่าทานมาก ขนมปังหลายแบบเลย นอกจากนี้ คุณ Thomas มาจัดการเสิร์ฟอาหาร รับออเดอร์ด้วยตัวเองเลย




พอทานอาหารกันเรียบร้อย คุณ Thomas ก็จัดแจงเรียกรถ พร้อมพนักงานดูแลเราตามไปด้วย
การเดินทางจาก Sala มายังบูธของ Meeru คือ เรานั่งแทคซี่ออกจาก Sala Boutique Hotel ลงที่ท่าเรือ Male แล้วนั่ง Ferry ข้ามไปยังสนามบิน พี่คนนี้เป็นพนักงานที่คุณ Thomas ส่งมาให้ดูแลเรา และเขาก็ดูแลเราตั้งแต่ยกกระเป๋าออกจากโรงแรมจนไปถึงบูธที่สนามบินเลย ถึงที่เลยจริง ๆ สุด ๆ ไปเลยเรื่องการบริการ ทั้งค่า Taxi ค่าเรือ ทางโรงแรมออกให้หมด เราเลยให้ Tip พี่เขาไปเล็กน้อย เพื่อเป็นการตอบแทน
ต้องบอกตรงนี้เลยว่าประทับใจในการจัดการ การดูแลเอาใจใส่ของโรงแรม Sala Boutique Hotel, Maldives เอามาก ๆ ถ้าครั้งหน้าได้มีโอกาสไปเที่ยวอีกต้องมีชื่อนี้มาเป็นอันดับหนึ่งในใจแน่นอน



เราจะต้องนั่งเรือสปีดโบ้ทไปเกาะ โดยแต่ละรีสอร์ทจะตั้งบูธอยู่ที่สนามบิน เราก็เข้าใจละว่าจริง ๆ การไปเกาะรีสอร์ทต่าง ๆ มันจะอยู่ระแวกนี้เอง ตรงสนามบินเลย พอเดินออกมาจะเห็นเป็นบูธตั้งอยู่เป็นทางเดินเลย เราก็เดินไปที่บูธของทางโรงแรม เขาจะให้เอกสารมาเซ็น เสร็จแล้วก็รอเรือออก ระหว่างนั้นเราก็สามารถไปเดินเล่น กินขนมอะไรแถวนั้นได้ พอถึงเวลาจะมีพนักงานเดินมาตามเราไปเอง จากสนามบินมาเล่ไปถึงเกาะมีรูใช้เวลาประมาณ 45 นาที



ถ้าวันที่ไปเห็นฟ้าครึ้ม ๆ เหมือนมีฝนจะตกละก็แนะนำให้กินยาเมาเรือไปเลยจ้าา


ระหว่างที่เราเดินทางไปยังเกาะฝนตกฟ้าครึ้ม ๆ เรือโคลงเคลงมาก แดดไม่ออก แต่ตอนลงเรือ ฝนก็หยุดตกแล้ว พอเราลงเรือก็จะได้ยินเสียงกลองตีต้อนรับกันอยู่คึกคัก เดินเข้าไปนั่งที่ล็อบบี้ริมทะเล จิบ Welcome Drink ไปพลาง ๆ พนักงานก็จะเดินเอาเอกสารมาให้เป็นแผนที่และข้อมูลต่าง ๆ ของรีสอร์ท เราซื้อแพ็คเกจแบบ All inclusive ไป เขาก็จะอธิบายให้ฟังว่า All inclusive สามารถใช้อะไรได้บ้าง อะไรที่ไม่อยู่ในแพ็คเกจ ข้อมูลทุกอย่างเป็นภาษาไทย พนักงานที่เข้ามาดูแลเราก็เป็นคนไทยด้วยเหมือนกัน

จากนั้นพนักงานก็จะพาเราเดินยังไป Main Reception เพื่อชำระค่าสปีดโบ้ท ซึ่งสามารถชำระได้ทั้งเงินสด และบัตรเครดิต

Main Reception ตอนกลางคืน พื้นเป็นทรายทั้งหมด ทุกพื้นที่เป็นทรายหมดเลย พื้นห้องอาหารก็เป็นทราย คือเดินเท้าเปล่ากันเลย แต่ระวังตอนกลางวันร้อน ๆ หน่อย เพราะพื้นส่วนที่เป็นไม้จะร้อนมาก
เมื่อชำระเงินเรียบร้อยแล้วก็จะมีรถกอล์ฟ (Buggy) มารับเราไปยังห้องพัก

ห้องที่เราพัก 2 คืนแรกจะอยู่โซน 301-344 เราได้ห้องที่ 306 ซึ่งก็ดีตรงที่เราไม่ต้องเดินไกลมาก ห้องอยู่ห้องที่ 3 เราเลยดำน้ำเล่นกันจากจากห้องไปหาด นั่งกินของว่าง เครื่องดื่มกันที่บาร์ (Hot Rock Restaurant) แล้วก็ดำน้ำกลับห้อง คือมันดีมากกก สุด ๆ เลยเว้ยแก
ในวันแรกที่เราไปถึงก็เดินสำรวจห้อง และหาดบริเวณด้านหน้าของเกาะก่อนจะไปทานอาหารกลางวันกัน






ห้องพักจะเป็นแบบนี้ ห้องโซน 300 มีอ่างจากุซซี่ แต่ไม่สามารถเปิดวิวทะเลได้ ห้องน้ำ เป็นแบบ open ถ้าวันฝนตกกลางคืนอาบน้ำจะเย็น ๆ หน่อย



นอกชานสามารถเดินลงทะเลได้เลย



ฟ้ายังไม่เปิดเท่าไหร่ ฝนเพิ่งหยุดตก แต่น้ำฟ้ามาก เดิน ๆ อยู่จะเห็นเบบี้ชาร์คว่ายอยู่ริมหาด



มาที่ห้องอาหารครั้งแรกเราจะต้องเดินไปหาพนักงานก่อน เพื่อให้เขาพาเราเดินไปที่โต๊ะของเรา เนื่องจากในทุก ๆ ครั้งที่เรามาห้องอาหาร เราจะได้นั่งโต๊ะเดิมทุกครั้ง และบริกรที่ดูแลเราก็เป็นคนเดียวกันตลอด

ทานอาหารกลางวันกันเสร็จก็กลับห้อง ดำน้ำ แล้วก็รอทานอาหารเย็น ระหว่างรอก็ไปเดินเล่น นั่งเล่นที่ Kakuni Bar Play Game Room เพราะใกล้กับห้องอาหาร มีโต๊ะสนุ๊กให้เล่นด้วย กว่าจะเล่นกันจบก็เริ่มหิวละ เพราะใช้เวลานานมาก (แฟนแทงไม่ค่อยตรงลูก กว่าจะลงหลุมที สุดท้ายก็เล่นกันไม่จบด้วย 5555)





คือเราทำกันอยู่แทบจะแค่นี้เลย ตื่นมาเตรียมไปทานอาหารเช้า เดินย่อยนิดหน่อย ดำน้ำจากห้องไปนั่งทานของว่างกันที่บาร์ คุณผู้หญิงเธอนอนงีบริมสระน้ำ เราก็ดำน้ำกลับห้องไปมากว่า 4 รอบ


อยู่นี่คืออิ่มหนำสำราญกันมาก กลับมากางเกงฟิตกันไปเลย
แต่งตัวเตรียมไปทานอาหารกลางวัน กลับห้องมาดำน้ำต่อ สั่งของว่างที่บาร์กินเล่น ดำน้ำ แช่อ่างจากุซซี่ อาบน้ำ กินข้าวเย็น เดินเล่น กลับห้องมาพักผ่อน วันแห่งการพักผ่อนจริง ๆ เงียบ สงบ







วันที่ 2 ตื่นเช้าผิดปกติ เพราะต้องไปกินอาหารเช้า 7 – 9 โมง แถมอยากจะตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้น ส่วนคุณผู้หญิงหลับ ฮ่า ๆ ตอนเดินออกมาไปห้องอาหาร รู้สึกหวั่นใจมาก เพราะแดดไม่แรงเลย ครึ้ม ๆ เลยบ่น ๆ กับแฟนตอนทานข้าวว่า ไม่น่ามา Low Season เลย แดดไม่แรง ฟ้าครึ้ม น้ำไม่สวย แถมฝนตก พอเดินออกมาจากห้องอาหารเท่านั้นแหละ แดดเปรี้ยงเลยจ้า!!

แดดแรง น้ำใส ชวนไปว่ายน้ำเล่นมาก ๆ ปลาเยอะกว่าเมื่อวานมาก เพราะเมื่อวานน้ำไม่ใสเท่าไหร่


ปลากระเบนสีเหลืองตัวนี้เราจะเห็นมันว่ายน้ำแถวห้องเราทุกวัน กับอีกตัวสีดำน่าจะเป็น Giant Stingray เราดำน้ำเจอมันอยู่ใต้ห้องพัก ตัวใหญ่ม๊ากกก ใหญ่กว่าเราอี๊กกกก
วันนี้เราพยายามที่จะสำรวจเกาะกัน เพราะดูจากรูปตอนแรกคิดว่าจะเดินกันรอบเกาะ แต่ก็ไม่สำเร็จ เกาะค่อนข้างมีขนาดกว้างกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก เลยนั่งบัคกี้กันรอบเกาะแทน เรานั่งบัคกี้ไปทางฝั่ง North เพื่อไปดูห้องพักโซน 700
เราหาข้อมูลมาล่วงหน้ากันก่อนที่จะมาที่นี่ เลยรู้ว่า ห้องโซน 700 น้ำจะสวยกว่า เหมาะแก่การดำน้ำมาก ในตอนแรกเราไม่ได้คิดโฟกัสไปที่ดำน้ำกันเท่าไหร่ เพราะว่าเรากับแฟนก็ไม่เคยดำน้ำกันมาก่อนเลย มาหัดเอาครั้งแรกก็ที่นี่แหละ
ในคืนวันที่ 2 เราเลยตัดสินใจไปขอกับทางรีสอร์ทเพื่อเปลี่ยนห้อง ซึ่งสามารถทำได้ ถ้าเราอยากเปลี่ยน และถ้าหากมีห้องว่างตรงกันด้วย ดีใจสุด ๆ มาทีเดียวคุ้มเลย
พอเราขอเปลี่ยนห้องกับทางรีสอร์ทเค้าก็ดำเนินเรื่องให้ในตอนนั้นเลย ห้องจะว่างในวันพรุ่งนี้ คืนที่ 3
โดยปกติแล้วถ้าหากเป็นวัยรุ่น หรือนำเด็กมาด้วยเค้าจะจัดห้องในโซน 300 ให้ เพราะว่าน้ำจะตื้นกว่า คลื่นไม่แรง และห้องพักก็ใกล้บาร์ ใกล้สระว่ายน้ำ
สระว่ายน้ำของที่นี่จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ที่ โซน West (หมายเลข 6) จะเป็นสระว่ายน้ำสำหรับเด็ก ส่วนตรงที่เราอยู่จะเป็นโซนผู้ใหญ่ ฉะนั้นเรื่องของความเป็นส่วนตัวค่อนข้างดีเลย ไม่มีเสียงเด็กดังรบกวน หรือเด็กวิ่งกันไปมา ที่สังเกตเลย เด็ก ๆ ต่างชาติจะทำตัวกันค่อนข้างดี ไม่เสียงดัง รบกวนเท่าไหร่ ไปเจอที่ห้องอาหารนั่งโต๊ะข้าง ๆ เค้าก็กินเรียบร้อย ไม่ค่อยส่งเสียงดังโวยวาย กลายเป็นคนไทยที่ไปเจอที่โน้นมากกว่าที่ส่งเสียงดังโวยวายกัน
ห้องโซน 700 จะเป็นโซนของผู้ใหญ่ ค่อนข้างเงียบสงบมาก แต่ห้องเก่ากว่าและเล็กกว่านิดหน่อย น้ำสูง คลื่นแรงกว่า ถ้าวันที่ฝนตกแล้วลงไปดำน้ำนี่ต้องระวังเป็นพิเศษ ไม่ควรลงไปว่ายคนเดียวหากว่ายน้ำไม่แข็ง ควรใส่เสื้อชูชีพไปด้วย
ห้องสปาจะอยู่ตรงโซนนี้ ปกติเรากับแฟนจะเสพติดการนวดมาก ในวันแรกได้บัตรส่วนลดนวดมา 20% เดินไปดูราคา เลยหันไปคุยกับแฟนว่า ไว้กลับไปนวดที่ไทยเนอะ เพราะราคาบนเกาะอยู่ที่ประมาณ 4,000 กว่าบาท!

ที่นี่จะมีกิจกรรมหลายอย่างให้ทำ เช่น พายเรือคายัค นั่งเรือ Sunset Cruise ไปดูปลาโลมาและพระอาทิตย์ตก สอนดำน้ำ ไปดูอนุบาลปะการัง ฯลฯ ถ้าซื้อแพคเกจ All inclusive มากิจกรรมหลายอย่างสามารถทำได้ฟรี
ถ้าเราต้องการจะทำกิจกรรมอะไรให้เราไปที่ไอแพดที่จะตั้งอยู่ตรง Reception เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม (ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าก่อน 1 วัน) เราเลยลงทะเบียนเพื่อไปร่องเรือ Sunset Cruise กัน)

ในคืนที่ 2 ทางรีสอร์ทมีแชมเปญมาเสิร์ฟให้เราที่ห้องด้วย (ฟรี)
วันที่ 3
เช้าวันถัดมา ตอนเช้าเราก็ตื่นไปกินข้าว กลับมาว่ายน้ำ เก็บกระเป๋าเพื่อเตรียมย้ายห้อง เวลาเที่ยงของวันนี้เราต้องเอากระเป๋าออกมาวางไว้หน้าห้อง แล้วเดี๋ยวจะมีพนักงานมาขนกระเป๋าเราไปให้เอง จากนั้นเราก็เอาบัตรไปเปลี่ยนที่ Main Reception พร้อมกับทานข้าวเที่ยงครั้งสุดท้ายกับ บอกลาบริกรที่คอยดูแลเรา บริการดีมาก ๆ มีมุกแซวตลอด









พอถึงที่พักใหม่ ว้าวกับน้ำบริเวณนั้น ใสกว่ามาก ๆ เลย แต่คลื่นแรงจริง ๆ กลัวจม กลัวถูกซัดไปไกล ยิ่งถ้าวันที่มีฝนตกน้ำจะยิ่งแรง แม้น้ำจะขุ่นไปบ้าง แต่ขุ่นแบบฟ้าสวยมาก พอฝนหยุดเริ่มแดดออกน้ำก็ใสเหมือนเดิม


มีปลามากมาย กระเบน ฉลามน้อย ถูกใจใช่เลย แต่ห้องจะเล็กกว่า และเก่ากว่าสักหน่อย
ไฮไลท์ของวันนี้คือเราจะไปดูปลาโลมากัน เรือจะออกตอน 5 โมงเย็น เราต้องไปรอที่ Main Reception เมื่อไปถึง ก็จะมีพนักงานมาพูดอธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้น สิ่งที่ต้องระวัง ฯลฯ จากนั้นก็พาเราขึ้นเรือ ถ้าโชคไม่ดี มาก็อาจจะไม่เจอปลาโลมา หรือไม่เจอแสงอาทิตย์ตกก็ได้ ซึ่งเรายังถือว่าโชคดีที่ได้เจอปลาโลมา แต่วันนี้ฟ้าครึ้มนิดหน่อย เนื่องจากมีฝนตกปรอย ๆ ตอนกลางวัน เลยมองไม่เห็นแสงอาทิตย์ตก



พอกลับมาถึงก็ใกล้เวลาอาหารเย็น เราเลยเดินเล่นกันก่อนจะเข้าไปยังห้องอาหาร ถ่ายรูปวิวทางเข้าเกาะ มันสวยมาก พระอาทิตย์กำลังตกดิน ได้ไปหลายรูป




ตอนกลางคืนในวันศุกร์ทางเกาะมีกิจกรรม มีบาร์ มีผับเล็ก ๆ ด้วย ซึ่งก็ไม่ได้ไป เพราะอยากอยู่สงบ ๆ กับห้อง แช่จากุชชี่ มองดูทะเลมากกว่า ฮ่า ๆ ตรงระเบียง จะมีสปอตไลท์ฉายลงไปบนน้ำทะเล เห็นปลาว่ายไปมา คือ สวยมากกกกก ดูดี ฟินไปเลย

วันสุดท้าย

ทางรีสอร์ทจะแจ้งผ่านทีวีในห้องเรื่องไฟล์ทบินขากลับ พร้อมกับระบุเวลา check out 11:45 พร้อมกับเวลา ที่สปีดโบ้ทจะไปส่งที่สนามบิน เราต้องเตรียมเอากระเป๋ามาวางหน้าห้องตามเวลา




หลังทานข้าวเช้าเสร็จ ก็จะไปพายเรือคายัค การพายเรือคายัคไม่จำเป็นต้องจองก่อนล่วงหน้า เราสามารถไปที่ Water Sport Center ได้เลย
แดดวันสุดท้ายคือแรงมากกกก น้ำเลยใสสุด ๆ เขาก็แนะนำวิธีการพายให้ ให้พายรอบเกาะนะ แต่เราบอก พวกเราเพิ่งพายครั้งแรก เขาก็เงียบไป 3 วิ แล้วบอกงั้นก็พายวนแถว ๆ นี้พอ หลังจากพายเสร็จ ก็รู้สึกไม่ดี มึน ๆ หัวน่าจะเพลียแดด แน่แหละ ก็เล่นปล่อยพลังว่ายน้ำไปกลับกลางทะเลจากที่พักไปหาดตั้งหลายรอบ


เลยกลับห้องอาบน้ำ เตรียมของรอพนังงานมาขนกระเป๋า ถึงเวลาพนักงานขนกระเป๋าก็มาเคาะห้อง เรายังสามารถไปกินข้าวกลางวัน และทำกิจกรรมทุกอย่างได้จนกว่าเราจะกลับ ไฟลท์บินกลับของเราเวลา 2 ทุ่ม ทางรีสอร์ทให้เรากลับเรือรอบ 4.30pm เราเลยมานั่งพักที่ห้องสมุด แอร์เย็นดี แล้วก็อ่านหนังสือฆ่าเวลารอเรือมารับ



นอนเล่นริมหาด หรือสั่งของว่างมาทานได้ แม้จะ Check-out ไปแล้วก็ตาม ตราบใดที่คุณยังอยู่บนเกาะ คุณจะสามารถใช้สิทธิ์ของ All inclusive ได้จนกว่าจะเดินทางกลับ

พอถึงเวลากลับเค้าก็จะขนกระเป๋าเราขึ้นเรือ แทบจะไม่ต้องห่วงเรื่องของความปลอดภัย หรือทรัพย์สินเลย พนักงานที่นี่ดูแลดีมาก แม้แต่ลงเรือเขาก็เตรียมรถเข็นมาให้เราอยู่แล้ว
วันสุดท้ายจะกลับแล้วก็ยังตัดสินไม่ได้ว่าจะซื้ออะไรเป็นที่ระลึก อยู่บนเกาะก็เข้า ๆ ออก ๆ ร้านขายของที่ระลึกอยู่หลายรอบ สุดท้ายเลยมาซื้อที่สนามบินแทน คุณผู้หญิงเธออยากได้ที่แปะตู้เย็น เขาบอกไม่เป็นภาระในการเก็บดี เลยเลือกที่แปะตู้เย็นปลากระเบนมา จะได้นึกถึงปลากระเบนที่เราเห็นที่นี่กันทุกวัน
ระหว่างรอเครื่องขึ้น 2 ทุ่ม หิวข้าว ที่สนามบิน ข้างในมีร้านอาหารอยู่สองแห่ง Burger king กับ Coffee club (หน้า Gate ก็มีร้านกาแฟอยู่นะ) สั่งมาหนึ่งอย่าง 14.5 ดอล พนักงานก็ถามว่ามีเศษรูฟีย่าห์มั้ย เราก็ไม่มี เขาเลยจำเป็นต้องทอนเศษรูฟียาห์มาแทน เลยได้มา 5 MVR เก็บมาเป็นที่ระลึกอีกอย่างนึง

สิ่งจำเป็นที่ต้องเตรียม
1. Snorkel หรือ หน้ากากดำน้ำ ถ้าไม่มีต้องไปเช่าที่นู้น เช่าเป็นต่อวันหรือเวลาอีกด้วย ทำหายเสียเงินอีก ขอบอกว่า เตรียมไปเองจะดีที่สุด และแนะนำให้เตรียมไปเพราะมันคุ้มค่าจริง ๆ
2. ครีมกันแดด หลายคนบอก SPF 50 ไม่พอ แต่ที่เราเตรียมไปก็ SPF 50+ เอาอยู่ ทาวันละ 2 3 ครั้ง กลับมายังขาวปกตินะ ทั้ง ๆ ที่ว่ายกลางทะเลเกือบทั้งวัน
3. Aloe Vera Gel ใช้ทาหลังจากออกแดด และ ก่อนนอน
4. หมวก และแว่นกันแดด นอกจากใส่ถ่ายรูปชิค ๆ แล้วก็ยังช่วยกันแดด กันแสง โดยเฉพาะผู้หญิง เพราะลมจะพัดแรงจนผมพัง หรือ แดดส่องจนหน้าไหม้
5. แลกเงินสกุล รูฟียาห์ (MVR) ถ้ามีแพลนจะไปเดินเกาะเมืองควรแลกติดไปอย่างยิ่ง แม้ว่าตามร้านค้าจะสามารถใช้เงินดอลได้ก็จริง แต่เงินดอลลาร์เป็นเงินใหญ่กว่า ฉะนั้นบางทีใช้เงินดอลจ่าย อาจแพงกว่าจ่ายด้วยเงินรูฟียาห์ ร้านบางร้าน หรือการใช้บริการรถโดยสารอาจไม่มีเงินทอนให้เราอีกด้วย แม้แต่ในสนามบินก็ตาม
5. ยาแก้เมาเรือ และยาสามัญ ขาไปเกาะ นั่งสปีดโบ้ท มีคนอ้วกไปหนึ่งรายจ้า เตรียมถุงอ้วกไปเผื่อด้วยก็ดี แต่ในเรือสปีดโบ้ทมีห้องน้ำในตัวอยู่นะ ห้องเล็ก ๆ สบายใจได้ ที่รีสอร์ทจะมีบริการห้องพยาบาล และยาให้อยู่ด้วย ถ้าหากพกไปไม่พอหรือลืมติดไปก็สามารถขอกับทางรีสอร์ทได้เลย
- Tips
1. เวลาสั่งน้ำอัดลมที่นู้น ส่วนใหญ่เขาจะไม่ใส่น้ำแข็งเต็มแก้ว หากใครชอบแบบเต็ม ๆ ก็รีเควสเขาไปได้เลย “Diet Coke with Full ICE Please”
2. การแต่งกายเมื่อเข้าห้องอาหาร ผู้ชาย ห้ามใส่เสื้อแขนกุด ผู้หญิงใส่ได้ แต่ห้ามใส่บิกินี่ และชุดเปียกเข้าไป
3. รองเท้าแตะเอาไปคู่เดียวพอ ถ้าไม่คิดจะออกกำลังกาย วิ่ง หรือมีกิจกรรมอะไรใด ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเอาไปเพื่อประหยัดพื้นที่ในกระเป๋า บางรีสอร์ทขึ้นเกาะไปแล้วไม่ให้ใส่รองเท้าด้วย
4. สำหรับคนที่อยากจะไปเที่ยวเมืองก่อน ให้เช็คข้อมูลก่อนเดินทางว่าเขามีพิธีรอมฎอนกันเดือนไหน เพราะกลางวันร้านอาหารส่วนใหญ่ ปิด!
- สรุปค่าใช้จ่ายในทริป
ค่าตั๋วเครื่องบิน 12,760฿
ประกันเดินทาง 458฿
Lonuveli 5,142.91฿
Sala Boutique Hotel 5,100.12฿
Meeru Water Villa (All inclusive) 48,789.81฿
ค่า Speed Boat 10,138.38฿
ค่าน้ำหนักกระเป๋า 2,200฿
ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 137$ (ประมาณ 4,384฿)
รวม 44,486.61฿ ต่อคน
นอกเหนือจากราคาด้านบนแล้ว หลังจากกลับจากทริปนี้เราได้ Cash Back จากการจองที่พักกลับมาอีกเกือบหมื่นบาทด้วย เราเลยใช้เป็นส่วนลดในการจองที่พักในทริปถัดไป
